ข่าวออนไลน์

กกต.เล็งแก้ระเบียบให้ประชาชนอดใช้สิทธิ์มาเลือกตั้ง

ผอ.กต.จว.พัทลุง กร้าว ให้หาเทวดามาจัด ลต. “สมชัย” ย้อน ต้องหาเทวดามาทำหน้าที่ 5 เสือเหมือนกัน เล็งออกประกาศ-แก้ระเบียบ ให้คนที่อดใช้สิทธิ์ เพราะหน่วย ลต. งดลงคะแนน ให้ยกเว้นแจ้งรักษาสิทธิ์ได้ แย้ม 6 ก.พ.นี้ เล็งมีมติสำคัญ

วันที่ 4 ก.พ. 57 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดประชุมผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด (ผอ.กต.จังหวัด) เพื่อซักซ้อมการดำเนินการจัดการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร ที่โรงแรมเอเชีย พัทยา จ.ชลบุรี โดย ผอ.กต.จังหวัด ได้สะท้อนปัญหาการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมาต่อคณะกรรมการ กกต. ทั้ง 5 คน โดยเฉพาะ ผอ.กต. จังหวัดภาคใต้ ได้แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การจัดการเลือกตั้ง ตั้งแต่การเปิดรับสมัครผู้สมัครเป็นไปอย่างยากลำบาก พร้อมแสดงความกังวลว่า หาก กกต. ในพื้นที่จะต้องแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลที่นำมวลชนมาปิดล้อม หรือขัดขวางการจัดการเลือกตั้งในบรรยากาศที่ล่อแหลมเช่นนี้ จะยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่ กกต. ทำงานด้วยความยากลำบากมากขึ้นในการจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ทั้งนี้ นายบันเทิง วัชรเสรีกุล ผอ.กต.พัทลุง ระบุว่า อยากให้ กกต. หา ผอ.กกต.จังหวัด ที่มีศักยภาพอย่างเทวดามาทำหน้าที่แทน เพราะกระแสมวลชนในพื้นที่รุนแรงมาก ขณะที่นายวีระ ยี่แพร ผอ.กต.กทม. เปิดเผยว่า ขณะนี้กรรมการเขตเลือกตั้งได้ทยอยแจ้งความจำนงเพื่อขอลาออกจากตำแหน่ง ซึ่งจะส่งผลต่อการจัดการเลือกตั้งทดแทนในครั้งต่อไป

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านจัดการเลือกตั้ง กล่าวว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เฉพาะ ผอ.กกต.จังหวัดเท่านั้น แม้แต่กรรมการ กกต. จะต้องหาคนที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงเทวดาเช่นกัน สำหรับเรื่องการที่ กกต. จะไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับกลุ่มที่มาขัดขวางการเลือกตั้ง หรือกระทำการละเมิดกฎหมายนั้น ทราบว่าเป็นสิ่งที่กดดัน เพราะทำแล้วก็จะเป็นการเรียกแขก สร้างความกดดันในพื้นที่ แต่ตนขอให้ทำ มันไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายไปมากกว่านี้ เพราะผลในทางปฏิบัติมันคงไม่เกิด เช่น ให้ดูกรณีกบฏสุเทพ ที่เดินใน กทม. หลายกิโลเมตร ผ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจนับพันคน แต่ให้ดูว่าตำรวจคนไหนกล้าจับเขาไหม เพราะฉะนั้นขอให้ กกต. ไปแจ้งความ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกฟ้องร้อง ในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 อย่างไรก็ตาม วันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ กกต. จะมีการประชุม และออกมติสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาของประเทศว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร

นอกจากนี้ นายสมชัย ชี้แจงข้อสงสัยต่อ ผอ.กต.จังหวัดว่า ประเด็นข้อสงสัยที่ถามกันขณะนี้ว่า เมื่อไม่สามารถไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ ต้องไปแจ้งการเสียสิทธิ์หรือไม่นั้น สามารถแยกเหตุผลได้ดังนี้ คือ 1. ประชาชนที่ไม่สามารถเข้าไปใช้สิทธิ์ได้ ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตามแต่ หากหน่วยเลือกตั้งนั้นได้เปิดให้ลงคะแนน ตั้งแต่เวลา 08.00 น. จนถึง 15.00 น. ถือว่าการเลือกตั้งหน่วยนั้นเสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์ คนที่ไม่ได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งต้องไปแจ้งเหตุ 2. ถ้าหน่วยเลือกตั้งนั้นมีการประกาศงดการลงคะแนนในเวลาใดก็ตาม ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของ กปน. ในการประกาศงดการลงคะแนน และจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 7 วัน แต่ไม่ใช่ 7 วัน หลังจากวันลงคะแนน ซึ่งเป็น 7 วัน หลังจากสถานการณ์ความวุ่นวายสงบลง ซึ่งการเลือกตั้งในกรณีนี้ จึงมีผู้ได้รับผลกระทบถึง 8-10 ล้านคน ในกรณีนี้ถ้าใครตั้งใจจะใช้สิทธิ์ทางการเมือง เช่น ตั้งใจจะสมัคร ส.ว. เข้าชื่อเสนอกฎหมาย หรือถอดถอน ก็ควรต้องไปแจ้งเหตุ แต่ถ้าเป็นประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในเร็ววัน ทั้งการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. หรือท้องถิ่น เมื่อไปใช้สิทธิ์ สิทธิ์ทางการเมืองก็จะกลับคืนมา ไม่จำเป็นต้องไปแจ้งเหตุ

“ขณะนี้ กกต. กำลังร่างระเบียบในการอำนวยความสะดวกในการแจ้งเสียสิทธิ์ เพื่อที่จะให้อำนาจ ผอ.เลือกตั้งประจำเขต เป็นคนรับเรื่องในการเสียสิทธิ์ทั้งหมด ซึ่งระเบียบดังกล่าวน่าจะเสนอเข้าที่ประชุม กกต. เพื่อพิจารณาในวันที่ 6 ก.พ. ส่วนผู้ที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่าหน่วยเลือกตั้งได้ประกาศงดลงคะแนนในภายหลัง บัตรเลือกตั้งนั้นก็จะไม่ถูกนำมานับคะแนน เพราะการเลือกตั้งที่จะจัดขึ้นใหม่ในภายหลังก็ต้องจัดขึ้นเต็มวัน ต้องมาใช้สิทธิ์ใหม่” นายสมชัย กล่าว

นายสมชัย กล่าวว่า ในวันที่ 6 ก.พ. กกต. ก็จะมีการประชุมร่วมกับสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. และที่ปรึกษาทางกฎหมาย เพื่อจะนำปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออก พ.ร.ฎ. หรือประกาศ กกต. ในการรับสมัคร ส.ส. 28 เขต จังหวัดภาคใต้ ที่ไม่มีผู้สมัคร รวมทั้งการกำหนดวันเลือกตั้งชดเชยการเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในและนอกเขตจังหวัดที่เสียไป ดังนั้น ในวันที่ 6 ก.พ.นี้ กกต. น่าจะมีมติที่สำคัญที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ส่วนที่จะมีการหารือหรือไม่นั้น ก็ต้องรอดูก่อนว่า กกต. จะมีมติอย่างไร.

logo_small

ญี่ปุ่นไฟเขียว แผนกลาโหมใหม่ อัดงบรับมือจีน

วานนี้ (17 ธ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่าคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ทางทหารใหม่ 2 ฉบับ ซึ่งทำให้งบประมาณของฝ่ายกลาโหมเพิ่มขึ้นอีก 5 % ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อจัดซื้อออาวุธยุทโธปกรณ์ไฮเทคอย่าง โดรนตรวจการณ์ เพิ่มเครื่องบินขับไล่และเรือพิฆาตทันสมัย เพื่อดูแลหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่อยู่ห่างไกล เป็นการรักษาเสถียรภาพทางทหารของประเทศ

ญี่ปุ่น

ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์นี้ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการทหารที่สำคัญสูงสุดของ ญี่ปุ่น จากอาณาบริเวณทางด้านเหนือของประเทศซึ่งอยู่ประชิดกับรัสเซีย มาเป็นพื้นที่ด้านใต้และตะวันตก โดยเฉพาะหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งโตเกียวและปักกิ่งกำลังแย่งชิงสิทธิ์อธิปไตยกันอยู่

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์การทหารใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นต้องการเพิ่มบทบาททางการทหารของญี่ปุ่นในกิจการโลกของนายก รัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายุทธศาสตร์และแผนกลาโหมใหม่นี้ สอดคล้องกับดุลอำนาจของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

MThai News

ฝากขัง มือเผารถบัส หน้า ม.ราม

ศาลอนุญาตให้ฝากขัง 2 ผู้ต้องหาคดีวางเพลิงเผาทรัพย์รถบัสโดยสาร หน้า ม.ราม จนเป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตายเป็นเวลา 12 วัน

เผารถบัส

ร.ต.ท.พนิต ร่มสีนวล พนักงานสอบสวน บช.น.ควบคุมตัว นายอดิสรณ์ หรือต๊า สีจันทร์ผ่อง อายุ 29 ปีผู้ต้องหาคดีวางเพลิงเผาทรัพย์รถบัสโดยสาร มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 – 24 ธ.ค.นี้ เนื่องจากต้องสอบพยานอีก 10 ปาก และรอผลการตรวจลายพิมพ์มือผู้ต้องหา และอื่น ๆ ซึ่งท้ายคำร้องพนักงานสอบสวน ได้ขอคัดค้านการประกัน ด้วย เนื่องจากเกรงว่า ผู้ต้องหาจะหลบหนี

โดยคำร้อง ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 56 เวลา 23.30 น. นายสมพงษ์ จันทร์งาม ได้ขับรถบัสโดยสารทะเบียน 30 – 0170 กำแพงเพชร พาแนวร่วม นปช.จำนวน 16 คน จาก จ.กำแพงเพชร มาร่วมชุมนุกับกลุ่ม นปช. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ย่านหัวหมาก

ขณะนั้นมีกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกัน โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง เข้ามาทุบรถบัสโดยสาร และพยายามทำร้ายผู้โดยสารบนรถ แนวร่วมนปช.ได้ลงจากรถเข้าไปหลบในสนามกีฬาหัวหมาก นายสมพงษ์ จึงจอดรถไว้บริเวณทางเข้าประตู 1 สนามกีฬา จนวันที่ 1 ธ.ค.56 เวลา 15.15 น. ได้มีกลุ่มคนร้ายเข้าไปทุบทำลาย และวางเพลิงเผารถบัสโดยสารคันดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งคัน และมีผู้เสียชีวิต 1 รายภายในรถคันเกิดเหตุ

ต่อมามี นสพ.รายวันฉบับหนึ่งลงภาพคนร้าย 3 คน ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์รถบัสโดยสาร และภาพขนย้ายทรัพย์สินที่ลักมาได้จากบนรถ พนักงานสอบสวนจึงยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลอาญา และศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับที่ 2409/56 และ 2410/56 ลงวันที่ 11 ธ.ค. 56 ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้

พร้อมของกลาง ที่ลักมา 9 รายการ มูลค่า 50,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหา ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตาย , ร่วมกันลักทรัพย์ฯ ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ แต่ปฏิเสธข้อหา ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์

ทั้งนี้ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

MThai news

รวบแล้ว!! 2 ผู้ต้องหามือเผารถบัสหน้า ม.ราม

ตร.รวบ 2 ผู้ต้องหาเผารถบัสหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ 2 คน รับร่วมเหตุการณ์และลักทรัพย์จริง แต่ไม่ได้วางเพลิง

วางเพลิง
ภาพจาก www.js100.com

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) เผยว่าตำรวจจับกุมผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์เผารถบัสที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ 2 คน คือ นายอดิสรณ์ สีจันทร์ผ่อง หรือ ต้าร์ อายุ 29 ปี มีพยานหลักฐานภาพถ่ายจากสื่อมวลชน ขณะลงมือก่อเหตุ และจากการตรวจสอบบ้านพักของนายอดิสรณ์ ภายในซอยวัดเทพลีลา พบของกลางที่ขโมยมาจากรถบัส เสื้อผ้า และรถจักรยานยนต์ตรงตามลักษณะที่ปรากฏในภาพ ส่วนอีก 1 คน เป็นเยาวชน

ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ให้การว่าเข้าไปร่วมเหตุการณ์และลักทรัพย์จริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือเผารถบัสรวมถึงไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่แรก เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 2 คนในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและลักทรัพย์ โดยส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางชันรับไปดำเนินคดี

สำหรับเหตุการณ์ปะทะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิต 4 คดี คดีเผารถบัส 1 คดี และคดีอื่นๆ เช่น พยายามฆ่า ทำร้ายร่างกาย ทำให้เสียทรัพย์ และวางเพลิงเผาทรัพย์ รวมอีก 19 คดี

และวันนี้(11 ธ.ค.) ที่ประชุมพนักงานสอบสวน ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล 3 ชุด ประกอบด้วย คณะทำงานด้านการสอบสวน มี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน , ด้านการสืบสวนมี พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เป็นผู้ควบคุมดูแล และด้านการสืบสวนข้อเท็จจริง มีพล.ต.ท.ชัยยง กีรติขจร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ควบคุมดูแล

ขอบคุณแหล่งข่าวจาก MThai news