Month: December 2013

ปัญหาเรื่องฟัน ที่ใครๆก็อยากให้มันมีสีที่ขาวสะอาด

สุขภาพฟันถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่หลายๆ คนให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับเรื่องของสีฟัน คงไม่อยากมีใครปล่อยให้ฟันต้องกลายเป็นสีอื่นนอกจากสีขาว หลายคนขาดความมั่นใจในการยิ้มหรือพูดคุยกับคนรอบข้าง เพราะสีฟันดูขาวสะอาดเหมือนเดิม แต่ปัญหานี้ไม่ใช่ว่าจะไร้ทางแก้ไข เพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำให้ฟันขาวหรือการฟอกฟันขาว อันดับแรกเราควรทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้สีของฟันเปลี่ยนไป รวมถึงวิธีการต่างๆ ที่ช่วยทำให้ฟันขาวได้อย่างปลอดภัย

สาเหตุที่ทำให้มีการเปลี่ยนของสีฟัน มีทั้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังเด็ก เนื่องมาจากการได้รับปริมาณฟลูออไรด์ในน้ำดื่มที่มากเกินไป  ทำให้มีจุดสีน้ำตาลบนฟัน ที่เรียกว่า ฟันตกกระ ฟันผุก็ส่งผลต่อสีของฟัน ที่สำคัญคือพฤติกรรมการทานอาหาร การดื่มกาแฟ ชา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม หรือ เครื่องดื่มที่มีสีเป็นประจำ คราบจากการรับประทานอาหารที่มีสีจัดจะไปจับกับผิวฟัน นอกจากนี้ยังมีคราบที่เกิดจากการสูบบุหรี่ และการสะสมของคราบแบคทีเรียหรือหินปูนที่เกิดจากการแปรงฟันที่ไม่สะอาดพอ

โดยธรรมชาติสีของฟันจะคล้ำขึ้นตามอายุที่เพิ่มขึ้น เพราะส่วนของเคลือบฟันที่บางลง จะทำให้สะท้อนสีส่วนของเนื้อฟันซึ่งอยู่ชั้นในและมีสีค่อนข้างเหลืองให้เห็นชัดขึ้น

สำหรับวิธีการทำให้ฟันขาวขึ้นนั้น วิธีที่ง่ายและปลอดภัยสามารถทำได้ด้วยตัวเอง คือการเลือกกินผักผลไม้สด เช่น แอปเปิ้ล เซเลอรี่ แพร์ แครอท เป็นต้น อาหารเหล่านี้จะช่วยทำให้ฟันดูขาวขึ้นตามธรรมชาติ ผักที่มีความกรุบกรอบ เช่น บรอคโคลี่ แตงกวา ผลมันฝรั่งหวานดิบ เป็นต้น จะช่วยลดคราบสีที่เกาะฟัน เพราะผักเหล่านี้จะช่วยขัดฟันของคุณในขณะเคี้ยว รวมถึงสตรอเบอร์รี่และส้มก็จะช่วยฟอกสีฟันของคุณได้ เพราะผลไม้ทั้งสองชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ หลังรับประทานอาหารทุกครั้งควรแปรงฟันและ/หรือบ้วนปากให้สะอาด รวมถึงการใช้ไหมขัดฟันร่วมด้วยเพื่อขจัดคราบต่างๆ ที่ติดตามซอกฟัน ซึ่งสามารถใช้ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากสูตรช่วยเพิ่มความขาว (Whitening) ที่มีขายตามท้องตลาดก็ได้ และถ้ามีการสะสมของคราบสีหรือหินปูนที่ผิวฟัน การขัดฟันหรือการขูดหินปูนโดยทันตแพทย์ ก็ช่วยให้ฟันกลับมาขาวสวยเหมือนเดิมได้ ที่สำคัญคือควรงดอาหารที่มีผลต่อสีของฟันพวก ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่

ปรากฏการณ์ “ฟัด” กลับมาเขย่าโลก ใน วิ่งสู้ฟัด 2013

วันที่เข้าฉาย 25 ธันวาคม 2556
แนวหนังตลก,แอ็คชั่น,สืบสวน,ลึกลับ
ผู้กำกับดิงเชง
นักแสดงเฉินหลง, หลิวเยว่, จิงเทียน, ฮวงโบ, อเล็กซานเดรีย เบร์ลี่ย์

ปรากฏการณ์ “ฟัด” กลับมาเขย่าโลก สําหรับแอคชั่นสตาร์หมายเลข 1 ตลอดกาล แจ๊คกี้ ชาน ที่ยังไม่ทิ้งลวดลายฟัด มารับบทบาทตํารวจหัวใจเดือดจ พร้อมกับลงทุนโกนหัวเพื่อภาพยนตร์เรื่องนี้กันแบบทุ่มสุดตัว! Police Story 2013 คือภาคต่อของภาพยนตร์ชุด Police Story ที่เคยมีการสร้างมาแล้วถึง 5 ภาคและทุกภาคก็ สามารถกวาดรายได้ไปได้อย่างงดงามในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย

โดยในภาคนี้ แจ๊คกี้ ชาน ขอรับประกันความสดใหม่ ความมันส์และความเข้มข้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในทุกภาค โดยเล่าเรื่องราวของนายตํารวจรุ่นใหญ่ (แจ๊คกี้ ชาน) ที่ นําทีมนายตํารวจรุ่นใหม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อาชญากรรมสุดเร้าใจ ทั้งการไล่ล่า การลักพาตัว ชนิดที่ผู้ชม ต้องตื่นเต้นจนลืมหายใจ และไม่ลืมที่จะใส่พลังความฮาเพื่อยกระดับให้การกลับมาของ Police Story ในภาคนี้กลายเป็นปรากฏการณ์ความบันเทิงส่งท้ายปี 2013 อีกเช่นเคยอย่างแน่นอน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในผับแห่งหนึ่ง เมื่อลูกค้าทั้งหมดที่อยู่ที่นั่นต่างถูกจ­ับ ให้เป็นตัวประกัน และหนึ่งในนั้นก็คือ เหมียวเหมียว(เทียน จิง) ลูกสาวของจรงเหวิน (เฉินหลง) นายตำรวจใหญ่รุ่นเก๋ามากประสบการณ์ เขาจึงต้องนำทีมตำรวจรุ่นใหม่เข้าไปปฏิบัต­ิภารกิจอันตราย ในการยับยั้งอาชญากรรมนี้

Facebook : หนังใหม่ ดูหนังออนไลน์

ญี่ปุ่นไฟเขียว แผนกลาโหมใหม่ อัดงบรับมือจีน

วานนี้ (17 ธ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่าคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอนุมัติแผนยุทธศาสตร์ทางทหารใหม่ 2 ฉบับ ซึ่งทำให้งบประมาณของฝ่ายกลาโหมเพิ่มขึ้นอีก 5 % ในอีก 5 ปีข้างหน้า เพื่อจัดซื้อออาวุธยุทโธปกรณ์ไฮเทคอย่าง โดรนตรวจการณ์ เพิ่มเครื่องบินขับไล่และเรือพิฆาตทันสมัย เพื่อดูแลหมู่เกาะน้อยใหญ่ที่อยู่ห่างไกล เป็นการรักษาเสถียรภาพทางทหารของประเทศ

ญี่ปุ่น

ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์นี้ได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการทหารที่สำคัญสูงสุดของ ญี่ปุ่น จากอาณาบริเวณทางด้านเหนือของประเทศซึ่งอยู่ประชิดกับรัสเซีย มาเป็นพื้นที่ด้านใต้และตะวันตก โดยเฉพาะหมู่เกาะในทะเลจีนตะวันออก ซึ่งโตเกียวและปักกิ่งกำลังแย่งชิงสิทธิ์อธิปไตยกันอยู่

อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์การทหารใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นต้องการเพิ่มบทบาททางการทหารของญี่ปุ่นในกิจการโลกของนายก รัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายุทธศาสตร์และแผนกลาโหมใหม่นี้ สอดคล้องกับดุลอำนาจของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงตลอดหลายปีที่ผ่านมา

MThai News

คุณคิดว่า อาหารเสริมมีความจำเป็นหรือไม่

จากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน  อาจทำให้หลายท่านคิดว่าการทานอาหารเสริมนั้นเป็นเรื่องที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ เพราะเราสามารถรับสารอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่ได้จากการทานอาหารในแต่ละมื้ออยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินเสียทองไปกับการซื้ออาหารเสริมสู้เก็บเงินไว้ใช้ทำอย่างอื่นจะดีกว่าเพราะอาหารเสริมเดี๋ยวนี้ราคาค่อนข้างแพงเสียด้วย นี่จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ความสำคัญของอาหารเสริมลดลงไปอีก แต่นี่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด นั่นเป็นเพราะอาหารเสริมที่ช่วยในเรื่องความสวยความงามยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมถอย ถึงแม้จะมีราคาที่แพงก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกลูต้าไธโอน  คอลลาเจน หรือพวกวิตามินต่างๆ นั่นเอง

อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันสังคมของเราเป็นสังคมแห่งการเร่งรีบ ทำงานหรือใช้ชีวิตแข่งกับเวลา  ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจกับอาหารและโภชนาการการเท่าที่ควร คนทำงานส่วนมากเมื่อถึงเวลาพักเที่ยงก็มักที่จะทานอาหารที่ร้าน ทานอาหารตามสั่งเพราะมีราคาถูกและรวดเร็วกว่าการกลับไปทำอาหารทานเองที่บ้านเป็นแน่ บางคนอาจคิดว่าทานแบบนี้ก็มีสารอาหารครบห้าหมู่เหมือนกันกับที่ทำทานเอง นั่นก็เป็นความคิดที่ไม่ผิดเพราะถ้าหากสั่งเมนูเช่น ก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บ ซึ่งเป็นอาหารที่มีทั้งแป้ง โปรตีน ไขมัน และยังมีผักให้ได้ทานด้วยนั่นก็เป็นทางเลือกที่ดี แต่สำหรับบางคนทางอาหารอย่างอื่น เช่นผัดกระเพราต่างๆ จะสังเกตว่าผักที่จะได้ทานนั้นน้อยนิดเหลือเกิน ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นอาหารเสริมจึงเป็นอีกทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ทานอาหารได้ไม่ครบห้าหมู่

จากที่กล่าวมาข้างต้นบางคนคิดว่าอาหารเสริมบำรุงสุขภาพไม่มีความจำเป็น เพราะสร้างความสิ้นเปลืองให้โดยใช่เหตุ แต่ยังเลือกที่จะเสียเงินให้กับอาหารเสริมที่เกี่ยวกับความสวยความงามแทน นั่นเป็นเพราะความต้องการหลักของผู้ซื้อมากกว่าว่าคิดอย่างไรกับอาหารเสริมแต่ละประเภท หากวัดจากความต้องการแล้ว  ถึงแม้สิ่งนั้นจะมีราคาแพงมากๆ แต่หากต้องการมากก็จะคิดว่ามันไม่แพง และสิ่งใดที่เราไม่เห็นความสำคัญถึงแม้จะมีราคาถูกกว่าแต่เราก็จะคิดว่ามันนั้นแสนที่จะแพงและสิ้นเปลือง แต่หากจะเทียบจากความสำคัญแล้วอาหารเสริมบำรุงสุขภาพนั้นมีความจำเป็นมากกว่าอาหารเสริมเพื่อความงาม นั่นเป็นเพราะถ้าหากเราสุขภาพดี แน่นอนว่าผิวของเราก็จะดีตามไปด้วย และนั่นเป็นบ่อเกิดแห่งความงามของหญิงสาวนั่นเอง

สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์หรือบิ๊กอาย ควรรู้เรื่องนี้

คอนแทคเลนส์ตาโต หรือ บิ๊กอาย กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นสาว ๆ ที่อยากมีดวงตากลมโตดูสดใส แต่ก็มีข้อพึงระวังบางอย่างที่ผู้ใช้ควรรู้ไว้ ซึ่ง รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศ์กิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โครงการศูนย์ตาธรรมศาสตร์ เพื่อสุขภาพตาประชาชน บอกไว้ดังนี้

คอนแทคเลนส์

คอนแทคเลนส์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีประโยชน์ 3 อย่างคือ

1. เป็นคอนแทคเลนส์สำหรับแก้ปัญหาสายตา เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์หลักของการใช้คอนแทคเลนส์
2. ใช้สำหรับรักษาโรคตาบางโรค (therapeutic contact lens) เช่น กระจกตาทะลุเป็นรูเล็ก ๆ ใช้ปิดแผลเพื่อให้กระจกตาซ่อมแซมตนเอง
3. ใช้เพื่อความสวยงาม (cosmetic contact lens) เช่น คอนแทคเลนส์สีชนิดต่าง ๆ รวมทั้งคอนแทคเลนส์ตาโต (big eye)

Woman Putting in Contact Lens

คอนแทคเลนส์ตาโต คืออะไร

หลักการของคอนแทคเลนส์ตาโต คือการใช้สีวาดบริเวณส่วนกลางของคอนแทคเลนส์ (ซึ่งปกติใสไม่มีสี) ให้เป็นรูปม่านตาด้วยสีชนิดพิเศษที่มีความมันวาว ทำให้แลดูกระจกตาดำวาวสวยงาม และวาดบริเวณม่านตาให้กลมโตกว่าขนาดม่านตาปกติ ทำให้แลดูกระจกตาดำกลมโตสวยงามกว่าที่เป็นจริง จึงเป็นที่มาของชื่อคอนแทคเลนส์ตาโต

ประโยชน์ของคอนแทคเลนส์ตาโต

คอนแทคเลนส์ตาโตมีประโยชน์ คือทำให้ผู้อื่นเห็นตาของผู้ใส่คอนแทคเลนส์กลมโตแวววาวสวยงามกว่าที่เป็นจริง

ข้อพึงระวังกับการใช้คอนแทคเลนส์ทั่วไป

1. หากไม่รักษาความสะอาดอย่างเหมาะสม หรือใส่คอนแทคเลนส์นอน จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกระจกตาติดเชื้อ และหนองที่กระจกตา ซึ่งอาจทำให้ผู้ใส่ถึงขั้นตาบอดได้
2. เมื่อใส่คอนแทคเลนส์ไปนาน ๆ จะเกิดภาวะเปลือกตาแพ้คอนแทคเลนส์ (giant papilla conjunctivitis) ทำให้ผู้ใส่ระคายเคืองตา ตาแดง และไม่สามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้ในที่สุด
3. ราคาของคอนแทคเลนส์ตาโต อาจมีราคาสูงกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดใสทั่ว ๆ ไป

ดังนั้น จึงควรแนะนำให้ผู้สนใจ เลือกซื้อคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตรฐาน ดูแลรักษาความสะอาดอย่างเหมาะสม ห้ามใส่คอนแทคเลนส์นอน และที่สำคัญที่สุดคือเลือกใช้เฉพาะเมื่อจำเป็นจริง ๆ และควรใส่เพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่าที่จำเป็น

บิ๊กอาย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หมอชาวบ้าน

เกมส์ boomzเถื่อน เกมส์ที่ทุกคนเล่นเป็น

เกมส์ boomzเถื่อน นั้นเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเกมส์ที่เราต้องแนะนำเลยทีเดียวละค่ะ เพราะว่าเกมส์นี้เล่นง่ายสนุกง่ายๆ แถมยังเรียกได้ว่าเป็นเกมส์ที่ทุกคนเล่นเป็นเลยทีเดียวละค่ะ เล่นเป็นยังไง ก่อนอื่นถ้าพูดถึงเรื่องของ ระบบเกมส์ Boomzเถื่อน นี้จะมีระบบมากมายอาธิ การแต่งงานโหมดต่างๆมากมาย หรือว่าจะเป็นระบบการแชทสนทนา การหาคู่อีกทั้งเกมส์นี้กราฟฟิคภาพนั้นค่อนข้างโอเคทีเดียวเลยละค่ะ ไม่เพียงเท่านั้นนะค่ะเกมส์นี้ยังเรียกได้ว่าเป็นเกมส์ที่เล่นไหลลื่นและเพลินได้ง่ายๆค่ะเพราะว่าคุณนั้นไม่ต้องติดตั้ง ใครที่ติดตั้งเกมส์ไม่เป็นเล่นเกมส์ไม่เก่งไม่เคยเล่นเลยแต่อยากลองเล่นดูสักครั้งเกมส์นี้เรียกได้ว่าเป็นเกมส์ออนไลน์ที่สนุกสุดมันส์เอาใจผู้ที่ชอบเล่นเกมส์กันแบบสุดๆทีเดียวเลยละค่ะ

boomzเถื่อน

อีกทั้งยังเล่นง่ายๆเพราะว่าไม่ต้องติดตั้งให้เปลืองเนื้อที่คอมพิวเตอร์เพียงแค่สมัครสมาชิกและล็อคอินเข้าเล่นเกมส์เท่านั้นค่ะเกมส์ดีๆที่เรียกได้ว่าต้องลองเล่นค่ะเกมส์นีเมีระบบมากมายหลายๆอย่างที่เราขอแนะนำว่าให้คุณนั้นต้องลอง!ค่ะกับเกมส์ออนไลน์ที่เอาใจคนชอบเล่นเกมส์ที่ใช้สายตาชอบเล่นเกมส์ที่ต้องการความไวใช้ความคิด อีกทั้งยังเล่นฟรีอีกด้วยแหม่ๆๆๆพอพูดถึงของฟรีแล้วหูผึ่งกันเชียวนะค่ะแน่นอนค่ะว่าเกมส์นี้จะช่วยคุณคลายเครียดได้อย่างแน่นอนต้องลองเล่นดูค่ะสนุกสุดๆไม่ควรพลาดค่ะกับเกมส์ออนไลน์เกมส์สนุกสุดมันส์ boomzเถื่อน ออนไลน์

ฝากขัง มือเผารถบัส หน้า ม.ราม

ศาลอนุญาตให้ฝากขัง 2 ผู้ต้องหาคดีวางเพลิงเผาทรัพย์รถบัสโดยสาร หน้า ม.ราม จนเป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตายเป็นเวลา 12 วัน

เผารถบัส

ร.ต.ท.พนิต ร่มสีนวล พนักงานสอบสวน บช.น.ควบคุมตัว นายอดิสรณ์ หรือต๊า สีจันทร์ผ่อง อายุ 29 ปีผู้ต้องหาคดีวางเพลิงเผาทรัพย์รถบัสโดยสาร มายื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 – 24 ธ.ค.นี้ เนื่องจากต้องสอบพยานอีก 10 ปาก และรอผลการตรวจลายพิมพ์มือผู้ต้องหา และอื่น ๆ ซึ่งท้ายคำร้องพนักงานสอบสวน ได้ขอคัดค้านการประกัน ด้วย เนื่องจากเกรงว่า ผู้ต้องหาจะหลบหนี

โดยคำร้อง ระบุว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 56 เวลา 23.30 น. นายสมพงษ์ จันทร์งาม ได้ขับรถบัสโดยสารทะเบียน 30 – 0170 กำแพงเพชร พาแนวร่วม นปช.จำนวน 16 คน จาก จ.กำแพงเพชร มาร่วมชุมนุกับกลุ่ม นปช. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ย่านหัวหมาก

ขณะนั้นมีกลุ่มผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้ง 2 ฝ่ายปะทะกัน โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนหนึ่ง เข้ามาทุบรถบัสโดยสาร และพยายามทำร้ายผู้โดยสารบนรถ แนวร่วมนปช.ได้ลงจากรถเข้าไปหลบในสนามกีฬาหัวหมาก นายสมพงษ์ จึงจอดรถไว้บริเวณทางเข้าประตู 1 สนามกีฬา จนวันที่ 1 ธ.ค.56 เวลา 15.15 น. ได้มีกลุ่มคนร้ายเข้าไปทุบทำลาย และวางเพลิงเผารถบัสโดยสารคันดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งคัน และมีผู้เสียชีวิต 1 รายภายในรถคันเกิดเหตุ

ต่อมามี นสพ.รายวันฉบับหนึ่งลงภาพคนร้าย 3 คน ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์รถบัสโดยสาร และภาพขนย้ายทรัพย์สินที่ลักมาได้จากบนรถ พนักงานสอบสวนจึงยื่นคำร้องขอหมายจับผู้ต้องหาต่อศาลอาญา และศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับที่ 2409/56 และ 2410/56 ลงวันที่ 11 ธ.ค. 56 ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้

พร้อมของกลาง ที่ลักมา 9 รายการ มูลค่า 50,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีข้อหา ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ความตาย , ร่วมกันลักทรัพย์ฯ ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ แต่ปฏิเสธข้อหา ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์

ทั้งนี้ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

MThai news

รวบแล้ว!! 2 ผู้ต้องหามือเผารถบัสหน้า ม.ราม

ตร.รวบ 2 ผู้ต้องหาเผารถบัสหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ 2 คน รับร่วมเหตุการณ์และลักทรัพย์จริง แต่ไม่ได้วางเพลิง

วางเพลิง
ภาพจาก www.js100.com

พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี ที่ปรึกษา (สบ 10) เผยว่าตำรวจจับกุมผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์เผารถบัสที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ 2 คน คือ นายอดิสรณ์ สีจันทร์ผ่อง หรือ ต้าร์ อายุ 29 ปี มีพยานหลักฐานภาพถ่ายจากสื่อมวลชน ขณะลงมือก่อเหตุ และจากการตรวจสอบบ้านพักของนายอดิสรณ์ ภายในซอยวัดเทพลีลา พบของกลางที่ขโมยมาจากรถบัส เสื้อผ้า และรถจักรยานยนต์ตรงตามลักษณะที่ปรากฏในภาพ ส่วนอีก 1 คน เป็นเยาวชน

ทั้งนี้ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนได้ให้การว่าเข้าไปร่วมเหตุการณ์และลักทรัพย์จริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ลงมือเผารถบัสรวมถึงไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่แรก เบื้องต้น ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 2 คนในความผิดฐานวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและลักทรัพย์ โดยส่งให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางชันรับไปดำเนินคดี

สำหรับเหตุการณ์ปะทะที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง 30 พ.ย. – 1 ธ.ค. ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิต 4 คดี คดีเผารถบัส 1 คดี และคดีอื่นๆ เช่น พยายามฆ่า ทำร้ายร่างกาย ทำให้เสียทรัพย์ และวางเพลิงเผาทรัพย์ รวมอีก 19 คดี

และวันนี้(11 ธ.ค.) ที่ประชุมพนักงานสอบสวน ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแล 3 ชุด ประกอบด้วย คณะทำงานด้านการสอบสวน มี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน , ด้านการสืบสวนมี พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 เป็นผู้ควบคุมดูแล และด้านการสืบสวนข้อเท็จจริง มีพล.ต.ท.ชัยยง กีรติขจร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ควบคุมดูแล

ขอบคุณแหล่งข่าวจาก MThai news